การทำงาน คือ การปฏิบัติธรรม



วันๆ อยู่กับความรู้สึก รู้สึกอบอุ่น ทำการทำงาน รู้จักช่วยตัวเอง ฝึกช่วยเหลือตัวเอง ต้องหัด หลวงพ่อหัดตั้งแต่สมัยเป็นฆราวาส สมัยก่อน เราก็ใช้ ใช้ลูก ใช้ภรรยา ถือว่าเป็นคนรับใช้ พอมาศึกษาธรรมะ ถ้วยชามล้างเอง เสื้อผ้าก็ซักเอง
กวาดบ้านถูบ้าน ทำเองได้ทุกอย่าง เข้าครัว ทำกับข้าวหุงข้าว เป็นหมด ลูกคนจีนอยู่แล้ว
สมัยก่อนนี่ พ่อเป็นคนจีน แกก็ทำอาหารเก่ง เราก็ดู เอ๊ะ .. เราก็ทำได้ ทำได้หมด ขอให้ได้ดูได้เห็น แกงคั่ว แกงส้ม อายุ 9 ขวบ   
ก็หุงข้าวเป็นแล้ว สมัยก่อนใช้ฟืน ต้องเป่า ฟู้ด... เข้าหูเข้าตา น้ำตาไหลพราก บางทีก็หาฟืนเอง ใช้ฟืน ใช้แกลบ ทำกับข้าว หุงข้าว
อายุ 12-13 ก็ตามพ่อไปค้าขาย ขายของชำ  พายเรือขายกะปิ น้ำปลา หอมกระเทียม ถั่วเขียว มันเทศ มะพร้าว เสื้อผ้า หมาก พลู ปูน
มีสารพัดในเรือ ขายแลกข้าว
สมัยนั้นได้เรียนแค่ป.4 ถ้าจะเรียนมากกว่านั้นต้องเข้ากรุงเทพ แล้วเข้ากรุงเทพที 4-5 ต่อ เสียเวลา  ออกมาทำงานดีกว่า
เริ่มค้าขายก๋วยเต๋ยว ชามละ 50 ส.ต. ทำช่างไม้ ทำเฟอร์นิเจอร์ แต่พอมีลูกๆเลยมาขายไอติม ทำไอติมส่งขาย หัดให้ลูกๆ รู้จักทำมาหากิน
เห็นเด็กสมัยนี้ ทำอะไรไม่เป็นเลย เรียนๆอย่างเดียว ขอพ่อแม่กินไปเรื่อยๆ หลวงพ่อทำไม่ได้ ตอนเราเด็กๆนี่ต้องช่วยพ่อแม่ทำงาน พ่อก็ดุมาก
เห็นทำอะไรเหยาะแหยะๆ ไม่ออกแรง โดนด่าทันทีเลย โดนตวาดเลย ตักกับข้าวเยอะๆก็ถูกด่า กินข้าวเหลือติดก้นชามก็ถูกด่า กินช้าก็ถูกด่า
มองจ้องกับข้าวนานก็โดนแล้ว       ทุกอย่างเลย ทำข้าวสารหกก็ต้องนั่งเก็บให้หมด แต่ก็สงสารพ่อนะ แกลำบากมามาก เราก็สงสาร
พออายุ 50กว่า ก็ไม่ให้แกทำงานแล้ว เราทำงานเลี้ยงพ่อเองเลย ผ่านชีวิตมา โอ้... ผ่านมาได้ยังไงนะ
มาเริ่มเข้าวัดอายุ 40 เสียดายชีวิตเลย ต้องเปลี่ยนชีวิต หัดลด หัดละ ต้องขยัน ประหยัด กินน้อย ทำงานมาก เสียสละ ตอนนั้นอยากออกบวช
แต่มาดูลูกก็ยังเล็ก ต้องทำให้เรียบร้อย สิ่งต่างๆอาจเป็นเครื่องกังวล หากยังมีอยู่การบวชก็ไม่ได้ผล

ยิ่งรู้ธรรมะยิ่งทำงานหนัก ทำงานมาก ใช้น้อย รู้จักคุณค่า    พอมาบวช ทีแรกนึกว่าจะได้อยู่เงียบๆ สงบๆ ไม่ต้องทำอะไร   
  ไม่ต้องยุ่งกับใคร ที่ไหนได้ บวชยิ่งทำมากกว่าตอนเป็นฆราวาสอีก ทำจนเป็นไส้เลื่อน 2 ข้างเลย เพราะมีสติ มันทุ่มเท
ทำไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ยิ่งทำยิ่งสนุก  มีความสุข
นี่แหละต้องมาดูความรู้สึก ตรงที่สุดเลย รักษาความรู้สึก ไม่ให้เสียความรู้สึก ที่หลวงพ่อเทียนชอบพูด “ เฮดซื่อๆ เบิ่งซื่อๆ มันบ่มีหยัง ” 
“  มันไม่มีเรื่อง ”
อันนี้แหละ ดูเฉยๆ เห็นความรู้สึกแล้ว ก็เฉยๆ นี่ปฏิบัติแบบนี้ เรามาทำจึงได้เห็น
หลวงพ่อตอนบวชใหม่ๆ คิดว่ารู้ธรรม แต่จริงๆ ไม่รู้  ล้มลุกคลุกคลาน ในตอนนั้น ใครทำอะไรไม่ถูกใจ ใครมาขัดแย้งโต้ตอบ
งัดกระเด็น ผลจากการที่ใครทำอะไรไม่ถูกใจไม่ได้เลย คือ ทุกข์ 
แต่เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน พอเรียนรู้ขึ้น ปฏิบัติ รู้กาย รู้ใจ เราก็อย่าไปสนใจดูคนอื่น ดีไม่ดี .... ช่างเขา  ทำใจเราให้ดี หายใจ ไม่อั้น ไม่กลั้น ถ้าชอบไปดูคนอื่น เราก็มัก จะไม่ถูกใจ ก็งดซะหลีกเลี่ยง หนี อยู่คนเดียว
หลวงพ่อเคยไปอยู่ ค่ายลูกเสือที่บางใหญ่ คนเดียว ออกบิณฑบาตต้องลุยน้ำ ... ก็ดี อยากอวดดีนัก ก็ได้เห็นตัวเอง อยู่กับคนอื่นไม่ถูกใจ ขัดแย้งไปหมด ไม่ชอบหน้า หนีดีกว่า ตอนหลังก็เข้าใจขึ้น  คำว่า“หลีกเร้น”แต่ทำการทำงานหลีกเร้น  แบบนั้นไม่ได้ ตอนนั้นมีทางเลือก เราก็เลือก ถ้าไม่มีทางเลือกก็ต้องอยู่กับมันให้ได้เอาชนะตัวเอง
อยู่กับความรู้สึก อย่าให้มีอะไรกับใครได้ไหม อย่าสนใจคนอื่น สนใจตัวเอง อย่าไปดูคนนั้น คนนี้ เขาทำไง ทำผิดอีกแล้ว
เราอย่าไปจับผิดจับถูก  ช่างเขา เนี่ย! “หลีกเร้น”
ฝึกจิตฝึกใจเราให้ดี ให้มีความสุข ดูความรู้สึก รู้ความรู้สึก ปรับความรู้สึก ทำให้ได้ ไม่มีคนทั้งโลก ที่มันจะดีหมด ก่อนนี้ หลวงพ่ออยู่กับหลวงพ่อเทียนก็คอยเพ่งเล็ง ทำไมหลวงพ่อเทียนไม่ว่า เขาทำไม่ถูก แต่หลวงพ่อเทียนก็ไม่เคยว่า   
 เราเองที่ตกนรก(หัวเราะ) นั่นเพราะไม่รู้จัก เราพังหมด ไม่มีใครอยากคุยด้วย ตอนนั้น แต่หลวงพ่อเทียนท่านมีวิธีสอน
ท่านก็ไม่แนะเรา ท่านก็คงปล่อยให้เรารู้เอง

จะเอาอะไร ให้รู้จัก ฝึกรู้ เรียนรู้ อ๋อ เป็นอย่างนี้เอง เราก็จะไม่ถือสา ถ้าเห็นความจริงเขาเป็นอย่างนั้น เราก็ยอมรับความจริงของเขา
แล้วเราจะไปขัดแย้งกับความจริงทำไม? นี่ต้องเข้าใจ  ความเป็นอย่างนั้น
อาจารย์ พุทธทาส ว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง” อะไรๆ ก็เช่นนั้นเอง เขาจะดีไม่ดี  ก็เช่นนั้นเอง ก็สรุปว่า เขาเป็นอย่างนั้น
ยอมรับความจริง ไม่ไปว่าใคร     ถ้าอยู่แบบนี้ก็ไม่เป็นปัญหา ต้องหัด เรา มักไม่ยอมเห็น ความเป็นเช่นนั้นเอง เขามาด่าเรา ก็....ดี
เขาทำอะไร ก็...เออดี  ยังไงก็ได้      มีทางเลือกไหม เขาดีเราก็ดี  เมื่อก่อนเขามาด่าเราก็หงุดหงิด เรื่องทำงาน เขาจะทำไม่ทำ ก็ดี ช่างเขา
อย่าถือดี ยึดดี  “ ดี ” ไม่ต้องมี “ ไม่ดี ” ก็ไม่ต้องมี อยู่เหนือดีซะ

แต่ที่ผ่านมา  ตอนสึกครั้งแรก ก็ไม่ได้คิดว่าอยากจะสึก ตอนนั้นไม่สึกก็ไม่ได้ ความรับผิดชอบ มันยังมี ต้องไปดูครอบครัว มีปัญหามาก พิจารณาแล้ว ไม่ไปนี่ แม่บ้านเขาคงลำบากมาก
เราต้องให้แม่บ้านเขาอยู่ได้ อย่างน้อยเคยทุกข์ เคยสุขมาด้วยกัน
ตอนนั้นที่สึก ก็คิดว่าจะไม่มาบวชเพราะเบื่อ เห็นว่าสำนักปฏิบัติทำไมเป็นอย่างนี้ แต่ทำไมกลับมาได้ เพราะเราสะสมตัวนี้ไว้มาก
ตอนแรก ซื้อที่ดินไว้เพื่อสร้างกระต๊อบอยู่คนเดียว ปลีกตัวมาอยู่คนเดียว บวชก็เบื่อนักปฏิบัติด้วยกัน มาคุยกับหลวงพ่อเทียน  
ถามท่าน มันดีไหมหลวงพ่อ? ท่านบอกว่า  “มันดีน้อยว่ะ” จิตมันพลิกเลย
ตอนนั้นหลวงพ่อเทียนก็ไม่มีคนอยู่ด้วย ก็เลยกลับมา  พอมาอยู่ก็เกือบอยู่ไม่ได้  ร้อนไปหมด ฟุ้งไปหมด ทรมานมาก ปฏิบัติไม่ได้ ฟุ้ง
คิดจะสึกอีก ไปที่ไหนก็ร้อน ทรมานมากหลายเดือน ก็เลยบอกตัวเองว่า ถ้าอยู่ไม่ได้จริงๆ ก็ไป  ตอนนั้นพระด้วยกันเขาก็ดูถูก
เป็นพระบวชๆ สึกๆ นั่นเพราะเรา ยัง”ติด” ยัง “ยึด” ญาติโยมก็เหินห่าง  กว่าจะเข้ารูปเข้ารอยได้ น่าดูเลย ...
ถ่ายทอดให้ นี่ แปดสิบแล้ว เชื่อไม่เชื่อลองไปทำดูเอา ...